บทความ ทันโลก ตอน ก้าวทันกุ้ง  กับ  ดร.ชลอ  ลิ้มสุวรรณ
 
     ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ : “เรามาเริ่มมองการผลิตกุ้งกันก่อน  เกษตรกรที่คิดผลิตกุ้งไซส์ใหญ่ หากมุ่งมั่นจะผลิตกุ้งใหญ่ตอนนี้ ไม่ค่อยเหมาะ แต่ถ้าเกษตรกรจะผลิตกุ้งใหญ่แบบการปล่อยแน่นก่อน  แล้วค่อยทยอยจับขายบางส่วน  สุดท้ายได้กุ้งไซส์ใหญ่ ตอนจบ แบบนี้จะดี และเหมาะสมกว่า
   ส่วนความคิดเห็นกับเกษตรกรกลุ่มที่เซ็นสัญญาเพื่อจับกุ้งไซส์เล็กมากๆเช่น 120-130 ตัว/กก  บอกเลยว่าไม่ค่อยจะเห็นด้วย เพราะมองว่าเราต้องใช้ลูกกุ้งเยอะมาก  แต่กำไรต่อหน่วยน้อย     หากมองว่าการทำแบบนี้เหมาะกับกลุ่มไหนก็พอมองช่องว่า ควรเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องทำสัญญาหรือทำคอนแทรค  แล้วตัวเองอยู่ในช่วงฤดูการเลี้ยงที่ไม่สามารถทำกุ้งไซส์ปกติหรือ ไซส์ใหญ่ได้  แบบนี้ค่อยทำกุ้งไซส์เล็กออกมาแทน
   ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป ก็จะเป็นการเข้าสู่ฤดูกาลเลี้ยงกุ้งที่มีโอกาสเจอโรคตัวแดงดวงขาวได้ง่ายแล้ว   ถึงแม้ว่าในปีนี้ ช่วงเวลาที่ผ่านมาภาพที่เห็นจะพบว่าคนเลี้ยงกุ้งเจอโรคดวงขาวมาเรื่อยๆ แต่พบกระจัดกระจาย ไม่ได้ทำความเสียหาย แบบรุนแรงจริงจัง  แต่ช่วงปลายปีดวงขาวน่าจะมาแรงตามเดิม ดังนั้นคนกุ้งต้องปรับตัว
   จากการที่ได้แจ้งไว้ในงานสัมมนา  และการได้แสดงข้อมูลกับกลุ่มเกษตรกร ในเรื่องโรคตัวแดงดวงขาวนั้นเราพบว่า ถ้าน้ำมี อุณหภูมิ 32บวกลบ 1องศาเซลเซียสแล้วรักษาน้ำให้คงอุณหภูมิเช่นนี้ได้นานติดต่อกัน 7 วัน เชื้อไวรัสตัวแดงดวงขาวที่อยู่ในน้ำ และเชื้อไวรัสตัวแดงดวงขาวที่อยู่ในตัวกุ้งนั้น เชื้อจะตายหมด    ตรงจุดนี้จึงอยากให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งของไทย  ลองคุยกับ โรงเพาะฟักที่จะให้ลูกกุ้งขาวกับฟาร์มของเรา   ให้เขาได้ปรับหรือทำน้ำในบ่อเพาะหรือชำลูกกุ้ง มีอุณหภูมิน้ำตามค่าดังกล่าว และคงรักษาอุณหภูมิแบบนี้นานติดต่อกัน 7 วัน ก็จะทำให้ลูกกุ้งที่จะส่งตรงสู่ฟาร์มกุ้งของเราปลอดจากเชื้อโรคตัวแดงดวงขาวได้   แต่หากมองไปยังโรงเพาะฟักไทยจะพบว่าโรงเพาะฟักในภาคกลางกับภาคตะวันออก   บ่อเพาะจะมีพื้น ผนังบ่อที่บาง และมีขนาดบ่อที่เล็ก ทำให้เวลาอากาศเย็นน้ำในบ่อเพาะก็จะเย็นได้เร็วและง่าย   ซึ่งผิดกับบ่อเพาะทางภาคใต้ จะพบว่าผนังบ่อ จะเป็นพื้นปูนที่หนา  แถมขนาดบ่อก็ใหญ่กว่า ทำให้กลางวันสามารถเก็บอุณหภูมิไว้ได้เผื่อถึงช่วงกลางคืน ช่วยรักษาอุณหภูมิ ได้ดีกว่า
   หากเกษตรกรจะลดความเสี่ยงในช่วงปลายปีก็ควรเลือกลูกกุ้งจากฟาร์มที่เขาสามารถคุมอุณหภูมิให้ได้ 7 วันสุดท้าย  ตรงนี้จะช่วยเราได้มาก    เชื่อว่าระบบการเลี้ยงกุ้งในส่วนฟาร์มเลี้ยงนั้นส่วนใหญ่เกษตรกรไทยตอนนี้มันดีอยู่แล้ว  ดังนั้นตัวตั้งต้น(ลูกกุ้ง)ควรต้องดีหรือพูดง่ายๆคือต้องมองต้นเหตุตรงนี้เลยละ
   ช่วงนี้ข่าวเรื่อง  การตีกลับของกุ้งที่เข้าโครงการรับจำนำกับรัฐบาล  มีบางรายกุ้งโดนตีกลับเพราะไปเจอเรื่องที่ในเนื้อกุ้งมี ลักษณะคล้ายกับมีพยาธิสีดำหรือพาราไซต์อยู่ในเนื้อกุ้ง  ถ้าบ่อใครบ่อหนึ่ง เจอเจ้าอาการแบบนี้ไม่กี่ตัว  ก็จะโดนตีกลับเลย  ไอ้สิ่งที่หลายคนคิดว่าพยาธิมองว่าอาจจะเป็นอาการเสี้ยนดำเหมือนกับกุ้งกุลาดำในสมัยก่อน  สิ่งที่จะช่วยเกษตรกรได้ดีคือ เน้นการคัดกุ้งคุณภาพบนโต๊ะ เพราะหากมีเสี้ยนดำจริง  กุ้งขาวเห็นง่ายกว่ากุ้งดำ  ซึ่งก็มองว่าอาการ แบบนี้เป็นง่ายเพราะกุ้งขาว หากมีการขีดข่วนอันอาจเกิดจากกุ้งแน่น  โดนเครื่องตีน้ำตี  หรือเกิดจากกรีของเพื่อนกุ้งเสียบกันหรือบาดทำให้เกิดแผล  อีกทั้ง ถ้าในบ่อสกปรกด้วยแล้ว   เชื้อโรคโดยเฉพาะแบคทีเรียย่อมมีโอกาสเข้าไปในตัวกุ้ง   แล้วร่างกายกุ้งก็จะสร้างสารสีดำหรือเมลานิน มาคลุมเชื้อโรคไม่ให้ลามไปส่วนอื่น    ดังนั้นสิ่งที่หลายคนถามมาว่าเจ้าเส้นสีดำในเนื้อกุ้งขาวซึ่งดูเหมือนกับตัวพยาธิ จะเป็นพยาธิ ใช่หรือไม่   ขอบอกเลยว่าน่าจะเป็นอาการเสี้ยนดำมากกว่า  แต่ทางเราก็ยังไม่เห็นนะเพราะยังไม่มีใครส่งตัวอย่าง มาที่ ศูนย์วิจัยธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเราเลย มีแต่โทรมาถาม
   ในช่วงที่ผ่านมาเราพบว่ามีการพูดถึง อาการขี้ขาวในบ่อกุ้ง กันมาก ตรงนี้ต้องบอกเลยว่ามีปัจจัยร่วมหลายอย่าง ที่ทำให้กุ้ง ในบ่อเกิดอาการขี้ขาวได้  ดังที่เคยนำเสนอไปแล้ว  เช่น  เกิดจากแบคทีเรีย (อัลจิโนไลติคัส  พาราฮีโมไลติคัส  มิมิคัส  ฟลูเวียลิส)  สารพิษจากเชื้อรา  การจัดการคุณภาพน้ำ   แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ขอแนะให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำ  ได้ลองกลับไปมองว่าวัตถุดิบ อาหารสัตว์ที่ใช้มี ความหยาบ ไปหรือเปล่าในช่วงที่มีปัญหาขี้ขาว เพราะตัวอย่างกุ้งที่มีปัญหาขี้ขาวที่ส่งมาให้ตรวจ เราพบส่วน ของ วัตถุดิบอาหารสัตว์บางชนิดที่กุ้งไม่ย่อย  และเจอเชื้อแบคทีเรียจำนวนมากในส่วนของลำไส้เช่นกัน   แต่ก็เป็นเรื่องที่สนุก ในทาง วิชาการคือ กุ้งจากฟาร์มที่เป็นขี้ขาว  พอนำกุ้งชุดนั้นจากบ่อที่ขณะนั้นมีอาการขี้ขาว  มาเลี้ยงในห้องทดลองเพื่อจะศึกษา กลับพบว่าเพียงผ่านการให้อาหารหนึ่งมื้อหรือสองมื้ออาหารในห้องทดลองกุ้งชุดดังกล่าว ก็จะมีอาการเป็นปกติไม่พบขี้ขาวอีก  ถึงแม้จะเลี้ยงด้วยอาหารชุดเดียวกับที่เคยกินในบ่อเมื่อตอนมีอาการก็ตาม พูดกันตามตรงเลยว่าพวกเรา ไม่สามารถ ทำให้กุ้ง ในห้องทดลองเป็นขี้ขาวตามความตั้งใจได้เลย
 
ขี้ขาวที่อยู่ภายในบ่อเลี้ยง
 
บ่อเลี้ยงที่มีขี้ขาวและกุ้งตายภายในบ่อ
 
   คำถามที่เกษตรกรมักถามเข้ามาประจำคือช่วงที่มีฝนตกมาก  กุ้งจะไม่กินอาหาร  ควรทำอย่างไร  อันนี้ต้องบอกเลยว่า ฝนตก หนึ่งครั้งอะไรเปลี่ยนไปบ้างในบ่อ  จะเห็นได้ว่า ค่าพีเอชในบ่อจะต่ำลง   ความเค็มในบ่อจะลดลง  อุณหภูมิน้ำก็ต่ำลง(น้ำเย็น)   ซึ่งค่าเหล่านี้มีผลกับกุ้งในบ่อของเราแน่นอน  พีเอชต่ำทำให้ไนไตรท์และแกสไข่เน่าในบ่อเกิดความเป็นพิษกับกุ้งได้สูง ความเค็ม ต่ำลงย่อมหมายความว่าแร่ธาตุในน้ำก็จะลดลงไปด้วย   สำหรับอุณหภูมิ มาดูกันกุ้งเป็นสัตว์เลือดเย็น กินอาหารมากน้อย ตามอุณหภูมิ   ถ้าน้ำในบ่อมีอุณหภูมิที่เหมาะสมกุ้งก็จะกินดี แต่ถ้าน้ำเย็นแน่นอนกุ้งก็จะกินอาหารลดลง ดังนั้นทุกครั้งที่ฝนตก ควรจะใส่ปูนขาวเพื่อปรับค่าพีเอชน้ำ   ลดปริมาณการให้อาหารลงเพราะน้ำเย็นกุ้งกินอาหารน้อย  ใส่จุลินทรีย์ย่อยของเสียในบ่อ พร้อมกับให้อากาศอย่างเพียงพอ   อีกทั้งควรนำปูนขาวไปหว่านในบริเวณกลางบ่อจนถึงขอบนอกของเลน(พื้นที่แนวเลน) เพื่อเป็นการไล่กุ้งออกจากบริเวณเลน (ตรงพื้นที่เลนปกติจะอุ่นกว่าส่วนอื่นในบ่อ   ทำให้กุ้งเข้ามาอยู่ตรงนี้ เมื่อเจอว่าน้ำในบ่อ อุณหภูมิต่ำ  แก็สไข่เน่า และไนไตร์ทก็จะทำให้กุ้งที่อยู่ตรงจุดนั้นอ่อนแอ  ป่วย นั่นเอง            
     ทิ้งท้ายสำหรับฉบับนี้คือ   หากกุ้งในบ่อของเกษตรกรท่านใดมีการติดเชื้อตัวแดงดวงขาว ขอแนะนำให้ท่านสร้างรั้วพลาสติก รอบบ่อที่มีปัญหานั้นก่อนที่จะทำการกำจัดกุ้งในบ่อ  หรือ จับกุ้งในบ่อดังกล่าวขาย  เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่กระจายของโรค ไปยังบ่อข้างเคียง  อันเนื่องมาจากปูในบ่อที่จับ   เมื่อน้ำในบ่อแห้งมันจะปีนย้ายไปยังพื้นที่ข้างเคียง  ตรงนี้ต้องระวัง”
 
กุ้งที่มีลักษณะเป็นตัวแดงดวงขาว
 
ชลอ ลิ้มสุวรรณ